ลุ้น ‘จีนเที่ยวไทย’ พุ่งแรงครึ่งปีหลัง ททท. นัดถก กต. เร่งแก้ปัญหาออกวีซ่า

ตลาด ‘จีนท่องเที่ยวไทย’ ความคาดหมายรู้สึกตัวเศรษฐกิจ ขยับแรงครึ่งปีข้างหลัง ‘การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย’ ชี้แนวโน้ม พฤษภาคม ยอดแตะต้องล้าน แอร์ไลน์ขอบินตอนซัมเมอร์จากจีนเข้าไทยกว่า 6 ล้านที่นั่ง ดันทัวริสต์จีนทะลุเป้า 5.3 ล้านคน สร้างรายได้ 4.46 แสนล้าน

จัดเตรียมปรึกษา ‘ตำบล’ อาทิตย์หน้า รีบจัดการกับปัญหาออกวีซ่าตั้งแต่แมื่อจีนเปิดประเทศ 4 เดือน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 เป็นต้นมา นักเดินทางจีนได้เปลี่ยนเป็นตลาดความมุ่งมาด สนับสนุนให้ภาพรวมนักเดินทางต่างประเทศเดินทางเข้าเมืองไทยทั้งปี 2566 ประสบความสำเร็จ 25-30 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยปริมาณสะสม 843,920 คน คิดเป็น 10% ของนักเดินทางฝรั่งเข้าไทยสะสม 8,596,452 คน แล้วก็มากขึ้น 3 เท่าจากปริมาณนักเดินทางเดินทางเข้าไทย 273,567 คนทั้งปี 2565จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยทะลุ 1 ล้านคนแน่ๆ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมั่นอกมั่นใจเพราะตลอดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นไปตามจุดหมาย ปริมาณ 5.3 ล้านคน สร้างรายได้ 4.46 แสนล้านบาท รวมทั้งถ้าเกิดมีต้นสายปลายเหตุบวกมาเสริม ได้โอกาสได้ถึง 7 ล้านคนข้างหลังทางการจีนอนุญาตให้บริษัททัวร์พานักท่องเที่ยวจีนออกท่องเที่ยวนอกประเทศได้ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งเมืองไทยเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่ดินการจีนอนุญาต ทำให้ตอนนี้ปริมาณนักเดินทางจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 10,000-12,000 คนต่อวัน เทียบกับตอนก่อนหน้าโดยประมาณ 2,500 คนต่อวัน เฉพาะตอนเทศกาลวันสงกรานต์ 15,000 คนต่อวัน เฉพาะตอนหยุดยาววันแรงงาน 18,000-20,000 คนต่อวันสำหรับในตอนครึ่งปีข้างหลังนี้ ไปสู่ไฮซีซันของตลาดนักเดินทางจีน เหตุเพราะสิ้นเดือน ไม่.ย.-สิงหาคม ตรงกับตอนปิดภาคเรียนหน้าร้อน นิยมเดินทางกันอีกทั้งครอบครัว ส่วนในเดือน เดือนกันยายน เป็นตอนๆที่หน่วยงานใหญ่ในจีนจะส่งคนจีนเดินทางเพื่อเป็นรางวัล มากไม่น้อยเลยทีเดียวขึ้น โดยยิ่งไปกว่านั้นจากทางตอนใต้ อาทิเช่น กว่างโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม

จีนเที่ยวไทย 2

ก่อนที่จะไปสู่ตอนหยุดยาววันชาติจีนซึ่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งหวังมองเห็นนักเดินทางจีนเดือนละ 1 ล้านคนตั้งแต่เดือน เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ประเมินจากจำนวนที่นั่งขึ้นรถของเที่ยวบินประจำ 6 แสนที่นั่งในเดือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

แล้วก็จะมีจำนวนที่นั่งจากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ มาเสริม ทำให้ยอดสุทธิคงจะใกล้เคียงกับค่าถัวเฉลี่ยในปี 2562 ก่อนวัววิด-19 ระบาด ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 11,153,026 คน หรือเฉลี่ยแล้วเดือนละ 1 ล้านคนเฉพาะตอนตารางบินหน้าร้อน 2566 ตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค. ถึงสิ้นเดือน เดือนตุลาคม พบว่ามีสายการบินขอกระทำบินจากจีนไปสู่ไทย ปริมาณ 33,843 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวนที่นั่งขึ้นรถทั้งหมดทั้งปวง 6,129,320 ที่นั่ง ซึ่งยังไม่รวมเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่จะทำบินเข้าไทยเยอะมากๆในเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม รวมทั้งตอนหยุดยาววันชาติจีนในเดือน เดือนตุลาคมดังนี้ ขึ้นกับความพร้อมเพรียงของฝั่งซัพพลายทั้งยังในไทยแล้วก็จีนด้วย อย่างเช่น ความรู้ความเข้าใจสำหรับในการรองรับภาคพื้นดิน ของท่าอากาศยาน ซึ่งตอนนี้รองรับได้เฉลี่ย 50% จัดว่าดียิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ส่วนแนวโน้มตอนตารางบินหน้าหนาว 2566/2567 ตั้งแต่สิ้นเดือน เดือนตุลาคม ถึงสิ้นเดือน มี.ค. จะเป็นต้นเหตุบวกสำคัญสำหรับการส่งเสริมนักเดินทางจีนให้ไปถึงเป้า โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดว่าในท้ายปีนี้จะมีจำนวนเที่ยวบินทางไทย-จีน จะฟื้นกลับมา 100%

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย :  หนังฟอร์มยักษ์แกร่งจ่อคิวเข้าฉาย หนุนธุรกิจโรงหนังภาพยนตร์ฟื้น

“ดีโด้” ทุ่มงบ 200 ล้าน จัดบิ๊กแคมเปญ หวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

ดีโด้ ซ้ำเติมยอดจำหน่ายชั้น 1 ทุ่มงบประมาณ 200 ล้านบาท จัดบิ๊กแคมเปญ “ดีโด้ อัดอกไม้เพลิงคใหม่ ชื่นบาน…หนำใจ สนุกๆ” พร้อมเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ โจอี้ ภูเขาวศิษฐ์-เบิ้ล สัตตบุษย์ราช หวังเจาะฝูงคนแบบใหม่

ข่าวธุรกิจ ดีโด้ ไม่เคยอยู่นิ่งในประเด็นการปรับปรุงสินค้าที่ตอบปัญหาตามเทรนด์ของลูกค้าโดยตลอด พร้อมพรีเซ็นท์รสที่ถูกใจครบทุกความอยากของผู้ซื้อในราคาที่สมควร กระทั่งทำให้ดีโด้ครอบครองตำแหน่งหัวหน้าตลาดท้องน้ำผลไม้ขึ้นเป็นเบอร์ 1 มาถึง 4 ปีซ้อน แล้วก็ชนะใจคนซื้อมายาวนานตลอด 30 ปีซึ่งในปีนี้ ดีโด้ เติบโตครบรอบ 30 ปี สำหรับก้าวถัดไปของดีโด้ ในฐานะของแบรนด์อันดับต้นๆ พวกเราจริงจังที่จะ อัพประสิทธิภาพในทุกๆด้าน อีกทั้งทางด้านของใหม่การคัดสรรวัตถุดิบ แนวทางการการสร้าง การควบคุมคุณภาพ ไปจนกระทั่งการขนส่งแล้วก็ส่งผลิตภัณฑ์ โดยยิ่งไปกว่านั้นการเพิ่มความมากมายหลายของสินค้า ภายใต้แนวความคิด ประสิทธิภาพในทุกๆด้าน”

ทุ่มงบ 200 ล้าน 2

โดยในส่วนของ แคมเปญ “ดีโด้ อัดอกไม้เพลิงคใหม่ ชื่นบาน…สาแก่ใจ สนุกสนานๆ” จัดขึ้นเนื่องในช่องทางครบรอบ 30 ปี

ข่าวธุรกิจ ดีโด้ ได้มีการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่ ด้วยการอัพเดทโลโก้แบรนด์ ให้สะดุดตาแจ่มชัดอ่านง่ายเหมาะสมกับผู้ซื้อทุกเพศทุกวัย โดยได้มีการวางแบบให้มอง “อัพความมีชีวิตชีวา” ล้ำสมัยด้วยการเลือกใช้โทนสีชุ่มฉ่ำเร่าร้อนของผลไม้เป็นจุดแข็ง เพื่อสร้างความสะดุดตาและก็กระตุ้นความต้องการดับหิวในเวลาเดียวกันนี้ ดีโด้ ยังตระเตรียมเดินหน้ารุกขยายตลาดอัพความมีชีวิตชีวาให้กับทุกคน โดยยิ่งไปกว่านั้นในกรุ๊ป ทั้งยังในเมืองและก็ชนบท เพื่อสร้างความสนิทสนมระหว่างแบรนด์กับคนซื้อ ปัจจุบันได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ อย่าง “เบิ้ล บงกชราช” นักร้องระดับไอคอนของดนตรีสไตล์โมเดิร์นอีสาน แล้วก็ “โจอี้ ภูเขาวศิษฐ์” นักร้องสายร็อคมากความสามารถผู้ครอบครองเพลง “นะหน้าทองคำ” ที่จะมาเป็นผู้แทนสำคัญที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ “ดีโด้” ในฐานะหัวหน้าตลาดท้องน้ำผลไม้พร้อมดื่มลำดับหนึ่งของไทยได้อย่างดีเยี่ยม

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย :  โชห่วย เนื้อหอม ธุรกิจรุมตอม…น่านน้ำใหม่ค้าปลีก

ข้าวไทย รับอานิสงส์ สต๊อกโลกปี’66 วูบ 13.7 ล้านตัน

ภาพรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวไทยไตรมาสแรกปี 2566 มีมูลค่า 38,066 ล้านบาท มากขึ้นจากตอนเดียวกันของปีกลาย ในด้านจำนวน 2,063,927 ตัน มากขึ้นจากตอนเดียวกันของปีกลาย โดยไทยได้วางเป้าหมายการส่งออกข้าวตลอดปีอยู่

ข่าวธุรกิจ  รวมทั้งถ้าหากเทียบราคาข้าวขาว 5% ของเวียดนาม ประเทศอินเดีย และก็ประเทศปากีสถาน สหรัฐต่อตันตามลําดับ ส่วนราคาข้าวเหนียวไทยอยู่เหรียญสหรัฐต่อตัน ในเวลาที่ข้าวเหนียวของประเทศอินเดียแล้วก็ประเทศปากีสถาน เหรียญสหรัฐต่อตันส่องตลาดข้าวโลก
นายวันนิวัต กิติเตียนเรียงลาภ รองเลขาธิการ สัมพันธ์ผู้ส่งออกข้าวไทย และก็ในฐานะรองประธาน บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด เผยในงานพูดคุย เจาะลึกการตลาด ขยายจังหวะส่งออกข้าวไทย ในประเด็น “จังหวะของข้าวไทยในตลาดต่างแดน” ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์สต๊อกข้าวโลกในปี 2566 อยู่ที่ น้อยลง จากปีที่ล่วงเลยไป ส่อให้เห็นถึงแนวโน้มสต๊อกข้าวโลกน้อยลง ซึ่งจัดว่ามีความนัยสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงปัญหาแล้วก็ต้นเหตุที่กระทบ ในเวลาที่ช่องทางส่งออกข้าวไทยในตลาดโลก ซึ่งเฉลี่ยซื้อ-ขายข้าวในตลาดโลกราว 55 ล้านตัน แบ่งเป็น ตลาดข้าวที่รับประทานอิ่ม เป็นต้นว่า ข้าวขาว บริโภค ราวๆ 32 ล้านตัน คิดเป็น 73% ของตลาดข้าวทั้งผอง ตลาดข้าวรับประทานอร่อย เช่น ข้าวหอมมะลิ บริโภค 10 ล้านตัน คิดเป็น 23% แล้วก็ข้าวเพื่อสุขภาพ บริโภค 2 ล้านตัน ซึ่งมีรูปทรงที่น้อยมาก และก็การเจริญเติบโตของตลาดช้า การที่จะทำตลาดกลุ่มนี้เกิดเรื่องที่ยาก ทั้งยังพบว่าการบริโภคข้าวในรูปภาพรวมมีทิศทางต่ำลง

ข้าวไทย 2

ดังนี้ ด้านการประลองราคา ข้าวของเครื่องใช้ไทยยังเป็นราคาขั้นสูงเมื่อเทียบกับคู่ปรปักษ์

ข่าวธุรกิจ  ทั้งค่าเงินของไทยก็มีความผันแปร ขึ้น-ลง เสมือนตลาดค้าหุ้น ซึ่งมีผลต่อการประลอง เนื่องจากว่าจำเป็นต้องเห็นด้วยว่าผู้บริโภค หรือผู้นำเข้า ถูกใจราคาที่มีความมีประสิทธิภาพ ราคานิ่งอย่างราคาของใช้ของสอยประเทศปากีสถานแล้วก็ประเทศอินเดีย ส่วนเวียดนามปั่นป่วนน้อยกว่าไทยมากมาย แล้วก็จากราคาข้าวไทยที่ราคาแพงสูงก็ก่อให้เกิดผลกระทบทำให้มีการปลอมปนข้าว ผสมข้าวบ้าง ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันชิงชัยข้าวไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อการแข่งขันชิงชัยตลาดข้าวไทย จำเป็นจะต้องปรับปรุงประเภทข้าวให้มากยิ่งขึ้น ลดทุนการสร้าง เพิ่มผลิตผลต่อไร่ รักษาประสิทธิภาพข้าวอีกทั้งรส กลิ่น สำหรับการรักษาฐานลูกค้าและก็สร้างช่องทางตลาดใหม่ๆสำหรับเพื่อการส่งออกได้

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่าเพิ่มเติมคลิกเลย :  “คิงเพาเวอร์” ทุ่ม 4 พันล้าน ผุดดิวตี้ฟรี-รีเทลแห่งใหม่ รับท่องเที่ยวฟื้น

น้ำแข็งไส’ เมนูน่าลองเมื่อมาไทย ‘ฮอลล์’ ต่อยอดตลาด ปลุกลูกอมซัมเมอร์คึก!

ตลาดลูกกวาดหมื่นล้าน ถ้าตรวจแบรนด์ในตลาด เรียกว่ามีอยู่มากมาย เฉพาะหนทางขายร้านค้าสบายซื้อ จะมองเห็นลูกกวาดหลายชนิดที่เสนอตัวเป็นช่องทางผู้ซื้อ

ข่าวธุระกิจ ตอนที่ “ฮอลล์” ยังเป็นแบรนด์ยืนหนึ่ง ด้วยการครอบครองส่วนแบ่งการตลาดราว15.3% สาเหตุที่ทำให้ครอบครองการเป็น “หัวหน้า” เพราะเหตุว่ามีการทำตลาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์รสใหม่ๆแนวทางการทำ Brand Collaboration กับผู้ส่งเสริม เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ ปัจจุบันปลุกซัมเมอร์ให้ครึกครื้น ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่รสเซอร์ไพรส์ แล้วก็ตอบ Insight ผู้ซื้อ ด้วยการนำรายการอาหารดับร้อนยอดฮิตของคนประเทศไทยอย่าง “น้ำแข็งไส” ซ้ำเติมโดยผลที่ได้รับจากการสำรวจของ The Street Food City Index ปี 2563 ที่จัดให้จ.กรุงเทพฯ ติดอันดับสองของสตรีทฟู้ดราคาประหยัด รวมทั้งยังเป็น แหล่งสร้างยอดเยี่ยมประสบการณ์ของเหล่านักลอง ซึ่งมีรายการอาหารได้รับความนิยมฤดูร้อนอย่าง “น้ำแข็งไส” เป็นเยี่ยมในรายการที่น่าลิ้มลองเมื่อมาท่องเที่ยวประเทศไทยอีกด้วย นายอนุรัก อากาวัล ผู้จัดการกรุ๊ปสินค้าลูกกวาด รวมทั้งหมากฝรั่งหมวดให้ความมีชีวิตชีวา บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (เมืองไทย) จำกัด เผยออกมาว่า ฮอลล์เป็นแบรนด์ลูกกวาดชั้นหนึ่งสุดยอด ก็เลยเดินหน้าทำตลาดเพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับแวดวงทอฟฟี่ และก็ลูกค้าอยู่เป็นประจำ ด้วยการเปิดตัวรสใหม่ๆรวมทั้งฤดูร้อนนับว่าเป็นช่วงที่ความเพลิดเพลินที่ชาวไทยรอ “อาหาร” แล้วก็มีรายการอาหารพิเศษดับร้อน เป็นที่มาให้ลูกกวาดฮอลล์นำรายการอาหารขนมหวานสตรีทฟู้ดสุดได้รับความนิยมมาครีเอทเป็นรสแสนอร่อย กับ “ลูกกวาดฮอลล์ น้ำแข็งไส”ถือได้ว่าเป็นการนำข้อดีของรสไอซ์ซี่สตคอยว์เบอร์รีไซรัป ลองแล้วรู้เรื่องหวานด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นสตรอคอยว์เบอร์รี กับความรู้สึกเย็นมีชีวิตชีวาจากเมนทอลที่ ตามตำรับของฮอลล์ ซ้ำเติมลักษณะเด่นแบรนด์ที่กินลูกกวาดแล้วขนมหวานเย็น สดชื่น เสมือนกำลังนั่งดื่มน้ำแข็งไสดับหิว โดยผลิตภัณฑ์มี 3 แบบทั้งยัง แบบแผง แบบถุง รวมทั้งแบบแท่ง ราคา 6-61 บาท

น้ำแข็งไส 2

บริษัทยังทุ่มงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำแคมเปญ ติดต่อการตลาดครบวงจร รวมทั้งดึงคู่จิ้นสุดคูลที่ปี “ซีแล้วก็นุนิว” ที่มีฐานแฟนๆคนรุ่นหลังมาร่วมสร้างสีสันกับกิจกรรมเปิดตัวด้วย

ข่าวธุระกิจ ยิ่งกว่านั้น เสริมกองทัพด้วยกิจกรรมที่จะทำร่วมกับร้านค้าน้ำแข็งไสทั่วไทยกลับมาสดชื่นอีกที ด้วยการยกฐานะร้านค้าน้ำแข็งไสให้มองเทรนดี้ แล้วก็มีความพร้อมเพรียงเพิ่มมากขึ้น ผ่านการสร้างร้านค้าน้ำแข็งไสจากฮอลล์ปริมาณ 500 คัน แก่ผู้ประกอบกิจการทั้งประเทศ รวมทั้งมอบเซ็ตตั้งตัวร้านค้าน้ำแข็งไสจากฮอลล์ทั้งผอง 5 คัน ค่าคันละ 16,500 บาท สำหรับพ่อค้า แม่ค้า ผู้โชคดีจาก 5 จังหวัดด้านการติดต่อสื่อสารตลาด ฮอลล์ได้เปิดตัวภาพยนตร์โปรโมททางโทรทัศน์และก็ดิจิทัล ปูพรมโฆษณานอกบ้าน (OOH) บนสื่อเขยื้อน BTS สองแถว รวมทั้งสปอตวิทยุ พร้อมจัดงานกิจกรรมแจกฟรี “ทอฟฟี่ฮอลล์ น้ำแข็งไส” เยอะแยะกว่า 3 ล้านเม็ด ทั่วราชอาณาจักร เพื่อมีการทดสอบ ก่อให้เกิดการซื้อซ้ำ และก็จัดโปรโมชั่นของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับร้านค้าทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งร้านออนไลน์ที่ร่วมรายการ “ด้วยกิจกรรมการตลาดเชิงรุก แน่ใจว่าลูกกวาดฮอลล์ น้ำแข็งไส จะสร้างกระแสให้ตลาดทอฟฟี่มีชีวิตชีวาตลอดซัมเมอร์นี้”

แนะนำข่าวธุระกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ตลาดรวมของเล่นเด็กในประเทศโต 10% มูลค่า 4-5 พันล้านบาท กำลังซื้อพ่อแม่แรง

ราคาหมูดิ่ง เฉียดต่ำ 100 บาท/กก. หมูเถื่อนทุบเกษตรกรไทยเดี้ยง

ราคาหมูตรง เกือบจะต่ำลงยิ่งกว่า 100 บาทแล้ว ถึงแม้วันสงกรานต์การบริโภคมากขึ้น

ข่าวธุรกิจ  ด้านสมาคมผู้เลี้ยงหมูจังหวัดฉะเชิงเทรา ชี้หมูรุนแรงตีราคาเกษตรกรไทยไม่รู้สึกตัว เรียกร้องเมืองเปิดรายนามชิปปิ้งนำเข้าหมูรุนแรง-คนผิดจำเป็นต้องจ่ายรายจ่ายสำหรับการทำลายหลักฐานไม่ใช่ให้คนเสียหายลงขันทำลายเองผู้รายงานข่าว “ประเทศชาติธุรกิจ” ลงพื้นที่ตรวจราคาเนื้อหมู พบว่า เหตุการณ์ราคาหมูเนื้อแดงปรับต่ำลงอย่างยิ่ง เหลือเฉลี่ย กิโลกรัมละ 109-110 บาท ถ้าหากเทียบกับปี 2565 ราคาหมู แล่ขาย 190 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นการปรับลดน้อยลงราว 50-60%ในตอนที่ราคาต้นทุนหมูเป็นหน้าฟาร์มปัจจุบันที่สโมสรผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ ประกาศวันพระ ที่ 13 เดือนเมษายน 2566 ทรงตัวพอๆกับงวดก่อนหน้า วันที่ 5 เดือนเมษายน 2566 กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาคตะวันตก 84 บาท/กิโลกรัม ภาคทิศตะวันออก 86-88 บาท/กิโลกรัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 88 บาท/กิโลกรัม ภาคเหนือ 88 บาท/กก ภาคใต้ 86 บาท/กิโลกรัม ซึ่งแม้เทียบกับปี 2565 ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์ม 95-98 บาท/กิโลกรัม นับว่าราคาหน้าฟาร์มน้อยลง ราวๆ 10 บาท/กิโลกรัมสถานการณ์การค้าขายหมูขุนทุกพื้นที่ราคายืนแข็ง

ราคาหมูดิ่ง 22

เทศกาลท่องเที่ยวรวมทั้งวันสงกรานต์เป็นเหตุบวกต่อความอยากได้บริโภค รวมทั้งเดาเงินลงทุนไตรมาสที่ 2/2566

ข่าวธุรกิจ  คงจะย่อตัวช่วงปลายไตรมาสตามเงินลงทุนลูกหมูจำพวกที่ปรับต่ำลงหนังสือพิมพ์วรวุฒิ ศรีปุณย์ ประธานชุมนุมผู้เลี้ยงหมูจังหวัดฉะเชิงเทรา พูดว่า หมูรุนแรง ที่ลักลอบนำเข้ามา ขายในประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายมายาวนานกว่าหนึ่งปี เอารัดเอาเปรียบตลาดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยจะต้องตกระกำลำบากรวมทั้งไปสู่ภาวการณ์ขาดทุน รวมทั้งสร้างการเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำของโรค ASF ที่เป็นต้นเหตุหลักให้หมูไทยหายไปจากระบบเยอะมาก ทั้งก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของคนประเทศไทยผู้ซื้อเนื้อหมูที่ไม่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของกิน นับเป็นโรคมะเร็งร้ายที่เกาะรับประทานประเทศเรื่อยๆมาเปิดรายนามชิปปิ้ง บี้จ่ายค่าทำลายหลักฐาน “ถึงแม้การติดตาม สำรวจ จับตัว มีออกมาเป็นระยะก็จริง แต่ไม่อาจจะทำให้แนวทางการหมูโหดร้ายหายไปจากเมืองไทยได้โดยเด็ดขาด เป็นที่น่าสังเกตว่าการจับในแต่ละครั้งมีหลักฐานดังเช่นว่า การตรวจดูในท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์หลงเหลือและก็เจอหมูรุนแรงจำนวนไม่ใช่น้อย ซึ่งต้องการที่จะให้ภาครัฐ เผยชื่อชิปปิ้ง ทุกบริษัทที่นำเข้าหมูไม่มีอารยธรรม และก็จำต้องฟ้องร้องคดี จะต้องบังคับจ่ายค่าชดเชยในต้นแบบการปรับค่าทำลายซากหมูหยาบคายหลักฐาน จากชิปปิ้งพวกนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การรอคอยลงโทษ หรือปรับไม่กี่หมื่นบาท”

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : เมเจอร์ฯ ผนึก เบทาโกร รุกตลาดกัมพูชา เสิร์ฟไส้กรอกคู่กับป๊อปคอร์น

“ไทยแอร์เอเชีย” หวังพลิกทำกำไรปี 66 ชี้น้ำมัน-ดีมานด์พุ่ง ดันตั๋วบินแพง 20%

สายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” คาดหวังว่าปี 2566 จะกลับมาทำกำไร!

ข่าวธุรกิจ จากรายได้ที่น่าจะเติบโตสอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารฟื้นตัวเพิ่มเป็น 20 ล้านคน ขยายตัว 2 เท่าเมื่อเทียบกับจำนวน 10 ล้านคนในปีนี้ ใกล้เคียงจำนวน 22-24 ล้านคนเมื่อปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19สันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ประเมินว่า สถานการณ์ผู้โดยสารของไทยแอร์เอเชียจะฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งหลังปีหน้า ด้วยปัจจัยตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” อาจเริ่มกลับมาบางส่วนราว 30% เมื่อเทียบกับที่เคยทำการบินก่อนโควิด-19 ระบาดทั้งนี้คาดการณ์ว่า “เส้นทางบินในประเทศ” ของไทยแอร์เอเชียจะฟื้นตัวกลับมา 100% ในครึ่งแรกปีหน้า ส่วน “เส้นทางบินระหว่างประเทศ” กลับมา 100% ในครึ่งปีหลัง ทำให้ตลอดปีหน้าจะมีสัดส่วน “รายได้” จากเส้นทางในประเทศและเส้นทางระหว่างประเทศที่ 40:60 จากสัดส่วน “จำนวนผู้โดยสาร” เส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศซึ่งกลับกันที่ 60:40 เปลี่ยนแปลงจากปีนี้ที่มีสัดส่วนจำนวนผู้โดยสาร 70:30 โดยตั้งเป้าอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (โหลดแฟคเตอร์) ปีหน้าเฉลี่ยที่ 87-88% ก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2567“ตลาดนักท่องเที่ยวจีนคือ ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย’ ของสมการเส้นทางบินระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันไทยแอร์เอเชียมีฝูงบินทั้งหมด 53 ลำ ใช้เครื่องบินทำการบินจริงแล้ว 43 ลำ เหลืออีก 10 ลำที่ยังรอต้อนรับนักท่องเที่ยวเมื่อมีการเปิดประเทศจีน ขณะที่ก่อนโควิด-19 ระบาด ตลาดเส้นทางบินไปจีนครองสัดส่วนรายได้มากถึง 30% ของรายได้เส้นทางบินระหว่างประเทศ แต่ในปี 2565 เหลือเพียง 3%”เบื้องต้นมองว่ารัฐบาลจีนน่าจะเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไปในปีหน้า เห็นความคืบหน้ามากขึ้นในช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน หลังมีสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ ที่เป็นรูปธรรมคือการผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้า “ฮ่องกง” และน่าจะผ่อนคลายฯ “มาเก๊า” เป็นลำดับถัดไป

ไทยแอร์เอเชีย17

หลังจากปัจจัยอื่นๆ คลี่คลาย ผู้คนสามารถ “อยู่ร่วมกับโควิด-19” ได้มากขึ้น ส่วนความกังวลเรื่องภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย”

ข่าวธุรกิจ ทำให้เงินฝืด คนใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวน้อยลงนั้น มองว่าการเดินทางท่องเที่ยวยังเป็นเรื่องจำเป็น ทำให้คนเลือกสายการบินราคาประหยัด หันมาเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น เช่น ภายในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น“เป็นโอกาสของสายการบินโลว์คอสต์ทั้งในช่วงเศรษฐกิจดีและไม่ดี ถ้าในช่วงเศรษฐกิจดี ก็จะช่วยกระตุ้นการเดินทางในเชิงจำนวน แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะกระตุ้นการเดินทางในเชิงราคาประหยัด อย่างไรก็ตาม มองว่าในปี 2566 จะไม่มีสงครามราคา เพราะทุกสายการบินจะทำราคาแบบมีเหตุมีผลมากขึ้น หลังได้บทเรียนจากโควิด-19”ทั้งนี้ ไทยแอร์เอเชียประเมินสถานการณ์ “ราคาตั๋วเครื่องบิน” เฉลี่ยทั้งเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศปี 2566 ด้วยว่าน่าจะเพิ่มขึ้น 20% จากปัจจัยต้นทุนหลัก “ราคาน้ำมันเครื่องบิน” ที่น่าจะยังสูงในระดับ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่ไทยแอร์เอเชียสามารถบริหารจัดการได้ ขอแค่คงที่ ไม่แพงและผันผวนเกินไป หลังปรับขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่เคยอยู่ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นอกจากนี้ “ดีมานด์การเดินทาง” ที่สูงขึ้นจากโควิด-19 คลี่คลาย เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นด้วย“แม้การขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 20% จะไม่ครอบคลุมต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นราว 100% แต่ก็ถือว่ายังพอช่วยผู้ประกอบการซึ่งแบกต้นทุนน้ำมันมาตั้งแต่ต้นปีและไม่ได้ส่งต่อต้นทุนแก่ผู้โดยสารตามที่ควรจะเป็น โดยล่าสุดสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อนุญาตให้ผู้ประกอบการสายการบินเพิ่มค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันสำหรับเส้นทางบินในประเทศได้ตั้งแต่ปลายปีนี้”สันติสุข นิยามภาพรวมปี 2565 ซึ่งกำลังจะรูดม่านในอีกไม่กี่วันว่าเป็น “ปีแห่งการซ่อมสร้าง” และยังเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากลำบากของธุรกิจการบิน เพราะย้อนไปเมื่อต้นปีเปิดฉากได้ไม่สวยนัก จากสถานการณ์ระบาดของสายพันธุ์ “โอมิครอน” ก่อนที่ภาครัฐและเอกชนจะเร่งเครื่องดึง “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” กันอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้มีจำนวนเดินทางเข้าไทยทะลุ 10 ล้านคนตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ประกอบกับประเทศอื่นๆ กลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้ไทยแอร์เอเชียกลับมาให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศได้มากขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ ไทยแอร์เอเชียมีปริมาณเที่ยวบินในประเทศฟื้นตัวแล้ว 80-90% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 ส่วนปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศฟื้นเกิน 50% แล้ว เฉพาะเดือน ธ.ค. มีเที่ยวบินในประเทศประมาณ 700 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เที่ยวบินระหว่างประเทศ 300 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รวมกว่า 1,000 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คิดเป็นการฟื้นตัว 78% โดยคาดว่าตลอดปีนี้จะมีโหลดแฟคเตอร์เฉลี่ย 81% จากปริมาณที่นั่งโดยสารทั้งหมด 12.3 ล้านที่นั่ง และมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน (Utilization) เฉลี่ย 9.4 ชั่วโมง

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย “เจ้าสัวเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี “ขายหุ้นบิ๊กล๊อตมูลค่ารวมกว่า 3.33 พันล้าน