ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกเล็กน้อย นักลงทุนจับตาข้อมูล ศก.

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกเล็กน้อย นักลงทุนจับตาข้อมูล ศก.

เศรษฐศาสตร์ ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชีย ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 27,444.64 จุด เพิ่มขึ้น 49.63 จุด หรือ +0.18% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งเปิดที่ระดับ 22,386.37 จุด เพิ่มขึ้น 341.72 จุด หรือ +1.55% ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ เนื่องจากการแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐได้บดบังปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่า อัตราการปรับขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐฯ จะชะลอตัวลง ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ระบุในวันนี้ (26 ม.ค.) ว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่งในไตรมาส 4/2565 ซึ่งตรงกับเดือน ต.ค.-ธ.ค. เนื่องจากการแห่ใช้จ่ายเงินหลังโรคโควิด-19 ซานั้นเริ่มลดน้อยลงและการค้าโลกทรุดตัว ทั้งนี้ ข่าวเศรษฐศาสตร์ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีใต้หดตัวลง 0.4% ในไตรมาส 4/2565 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2565 ซึ่งขยายตัว 0.3% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะหดตัว 0.3% ฮ่องกงและฟิลิปปินส์มีกำหนดเปิดเผยข้อมูลการค้า ขณะที่สิงคโปร์เตรียมเปิดเผยข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสำหรับเดือน ธ.ค. ตลาดหุ้นจีนและออสเตรเลียปิดทำการ เนื่องในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเป็นส่วนใหญ่ในวันพุธที่ 25 ม.ค. เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง หลังไมโครซอฟท์เปิดเผยคาดการณ์ธุรกิจที่น่าผิดหวัง

แนะนำข่าวเศรษฐศาสตร์ อ่านเพิ่มเติมคลิกเลย : บล.เกียรตินาคินภัทร ระดมกูรูให้ข้อมูลทิศทางการลงทุน

หวั่นมาตรการสะดุดช่วง “เลือกตั้ง” ครม.ต่ออายุลดภาษีดีเซล 5 บาทยาว 4 เดือน

“ลุงตู่” ห่วงระหว่างเลือกตั้งจะทำแก้ปัญหาน้ำมันขาดตอน ให้ ครม.ขยายเวลาลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท ยาว 4 เดือนรวด ตั้งแต่ 21 ม.ค.-20 พ.ค.66 จากที่ผ่านมาอนุมัติครั้งละ 2 เดือน

เศรษฐศาสตร์  เพื่อรักษาระดับราคาดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร ขณะที่กองทุนน้ำมันยังติดลบ 116,883 ล้านบาทพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ขยายระยะเวลาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 4 เดือน เพื่อสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไว้ให้ได้ 35 บาทต่อลิตร จากที่สถานการณ์จริงๆราคาควรจะขึ้นไป 40 กว่าบาทต่อลิตรไปตั้งนานแล้ว“เราดูแลอย่างนี้รู้หรือไม่ว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน เพียงเพราะลดภาษีสรรพสามิตตัวเดียว ซึ่งตอนนี้เห็นว่ายังเดือดร้อนอยู่ก็ต้องทำต่อไปอีก ถ้าต่ออีก 4 เดือนก็เท่ากับ 40,000 ล้านบาท เข้าใจหรือยัง เพราะสถานการณ์น้ำมันติดลบอยู่เดิม และเมื่อรัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลก็ทำให้ไม่มีรายได้จากส่วนนี้กลับเข้ามา รายได้จากกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงที่มีไว้สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะจุดด้านพลังงานก็ไม่มี ก็ต้องดึงเงินตรงอื่นมาแทน แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องตัดสินใจ เพราะประชาชนเดือดร้อน เรียกว่าการแก้ปัญหาแบบพุ่งเป้า ไม่มีอะไรที่ได้เปล่าๆ จากนี้ก็ต้องติดตามสถานการณ์ภายนอกด้วยว่าราคาค่าน้ำมันเป็นอย่างไร”ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ …) พ.ศ. …เพื่อปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และน้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกันในบัญชีพิกัดภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 01.05 รายการน้ำมันดีเซลที่มีกำมะถันและรายการน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ โดยปรับอัตราภาษีลดลง ประมาณ 5 บาทต่อลิตรตามชนิดของน้ำมันดีเซล ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.2566 ถึง วันที่ 20 พ.ค.2566 โดยเป็นมาตรการต่อเนื่องตั้งแต่ ก.พ.2565 เป็นต้นมา และจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ม.ค.2566 นี้ โดยร่างกฎกระทรวงที่เสนอในครั้งนี้ จะทำให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน รวมระยะเวลา 4 เดือน จึงคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท

หวั่นมาตรการ 2

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันในครั้งนี้จะช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เศรษฐศาสตร์  จนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจในระดับที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระทรวงคลังจะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการปรับลดอัตราภาษี เพื่อให้ฐานะการคลังของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐเป็นไปตามประมาณการการจัดเก็บรายได้ประจำปีงบประมาณ 2566 ด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่ารัฐบาลดูแลมาตรการนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานของโลกยังคงผันผวนและสูงอยู่ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลครั้งนี้ ครม.อนุมัติระยะเวลาถึง 4 เดือน ต่างจากการต่ออายุที่ผ่านมาๆที่มีการพิจารณาต่ออายุเพียงแค่ครั้งละ 2 เดือน เนื่องจากใกล้จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง เกรงว่าหากมีการยุบสภาแล้วมาตรการลดภาษีสรรพสามิตสิ้นสุดลงก่อน ครม.อาจไม่สามารถอนุมัติมาตรการในลักษณะนี้ได้ หรือต้องสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนว่าจะออกมาตรการเช่นนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นถึง 5 บาทต่อลิตร จึงมีการอนุมัติให้ครอบคลุมระยะเวลาไปถึงวันที่ 20 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ เมื่อรวมเม็ดเงินจากการออกมาตรการนี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ ก.พ. 2565 รัฐสูญเสียรายได้รวม 138,000 ล้านบาท ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันล่าสุดวันที่ 15 ม.ค.2566 ติดลบอยู่ที่ 116,883 ล้านบาทด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายระยะเวลาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท ออกไปอีก 4 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน และไม่ให้ราคาสินค้าขยับปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งการลดภาษีดีเซลตั้งแต่เดือน ก.พ.2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลสูญเสียการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันดีเซลไปแล้วรวม 140,000-150,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวไม่มีผลต่อฐานะการคลัง ในปีงบประมาณ 2566

แนะนำข่าวเศรษฐศาตสร์ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย :  แก้กฎหมายไซเบอร์เพิ่มโทษ สกมช.ไล่บี้องค์กรละเลยความปลอดภัย

การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย : จำเป็น/แค่ไหน

บุคคลทั่วไปที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์เพียงพื้นฐาน

ข่าวเศรษฐศาสตร์  จะทราบว่าภาวะเงินเฟ้อเกิดจากอุปสงค์/ความต้องการมวลรวมมากเกินไป หรือ อาจกล่าวเป็นภาษาชาวบ้านว่าเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป อาการเศรษฐกิจที่ว่านี้ต้องแก้ไขด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียว แต่ว่า ภาวะเงินเฟ้อ ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์มวลรวมมากเกินไปเสมอไป การปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในทศวรรษที่ 1970 ก็ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้มากมายมาแล้ว ตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นต้นมา ประเทศกลุ่มนาโตคว่ำบาตรรัสเซียด้วยการไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย การจัดหาน้ำมันของกลุ่มประเทศเหล่านั้นจึงไม่มีทางอื่นนอกจากการซื้อน้ำมันจากประเทศนอกรัสเซียมากขึ้น ในขณะที่กำลังการผลิตของประเทศนอกรัสเซียเท่าเดิม แถมยังลดกำลังผลิตในช่วงหลังด้วย ราคาน้ำมันจึงพุ่งสูงอย่างรุนแรงด้วยปริมาณความต้องการมากกว่าปริมาณที่มีขายอยู่พร้อม ๆ กับการเก็งกำไรของตลาดซื้อขายน้ำมัน ที่จริงแล้ว ประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีการลดการผลิตน้ำมันตั้งแต่ปี 2021 แล้วและทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นตลอดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในบทความนี้จะดูผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อในประเทศตัวอย่าง 4 ประเทศคือ ไทย สหรัฐอเมริกา จีน และออสเตรเลีย รูปกราฟที่แสดงอัตราเงินเฟ้อในไทยและสหรัฐอเมริกาขึ้นถึงจุดสูงสุดประมาณกลางปี 2022 และเริ่มลดลงมาตามราคาน้ำมันหลังจากนั้น จีนเป็นกรณีที่อัตราเงินเฟ้อลดลงมาแล้วสูงขึ้นไปอีก ส่วนออสเตรเลียยังไม่มีจุดสูงสุด ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการเติบโตทางเศรษฐกิจราบไตรมาส จะพบว่าเศรษฐกิจของไทยค่อย ๆ สูงขึ้นตั้งแต่การเปิดประเทศในไตรมาส 4 ปี 2021 ที่เริ่มต้นด้วยภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จนกระทั่งเปิดเต็มที่ในปีนี้ เมื่อไปดูรูปกราฟที่แสดงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะพบว่า ธนาคารกลางเริ่มปรับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022 และปรับสูงทั้งหมดเพียง 0.75 หน่วย% ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการเปิดประเทศ/ระบบเศรษฐกิจของไทยเป็น dominating of factor ของเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไม่มากและมาช้าด้วยจึงอาจจะไม่ส่งผลกระทบหรือยังไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ปรับอัตราดอกเบี้ย 17

ส่วนอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะพบว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟุบด้วยภาวะโควิดในปี 2020 แต่เด้งกลับขึ้นในปี 2021

ข่าวเศรษฐศาสตร์ เกินกว่าที่เสียไป หลังจากนั้นเศรษฐกิจทยอยขยายตัวลดลงด้วยอัตราที่ต่ำลงเรื่อย ๆ สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นชัดเจนตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2021 ปัจจัยสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกาที่ควรกล่าวถึงคือ ระดับการขาดดุลทางการคลังสำหรับปีงบประมาณ 2022 (Oct 2021-Sep 2022) มีระดับเพียง 1/3 ของการขาดดุลของ 2 ปีงบประมาณก่อนหน้านี้ เมื่อสรุปโดยรวมแล้ว dominating of factor ต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นการขาดดุลที่ลดลง หรือ ราคาน้ำมัน หรือ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เร็วกว่าและมากกว่าประเทศอื่น ๆ คือตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 และปรับทั้งหมด 3.5 หน่วย% หรือ ทั้งหมดรวม ๆ กันและแยกไม่ออกว่าอย่างไหนมากกว่ากัน เมื่อดูองค์ประกอบของจีดีพีจะพบว่าการบริโภคภาคเอกชนลดลงในไตรมาส 2-3 ประมาณ 1-2% แต่การบริโภคมีสัดส่วนถึง 70%ของจีดีพีจึงส่งผลกระทบมาก แต่ว่าการลงทุนภาคเอกชนลดลงมากที่สุดถึง 10% หรือกว่านั้นแม้ว่าจะมีสัดส่วนเพียง 20% โดยสรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่า ราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ยในอนาคตส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจีดีพีโดยรวมกรณีของจีน เห็นได้ชัดว่า จีดีพีได้รับผลกระทบหลักจากการล็อกดาวน์ ที่ทำให้การผลิตทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 ไม่ได้ส่งผลอะไรที่ชัดเจนแม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ต่ำลงแต่ก็ไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจแต่อย่างใด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมีขนาดเพียง 0.20 หน่วย% เท่านั้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นด้วยราคาน้ำมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่อย่างใดเศรษฐกิจออสเตรเลียได้รับผลกระทบจากโควิดในปี 2020 และฟื้นกลับมาในปี 2021 ด้วยอัตราการขยายตัวที่สูงพร้อม ๆ กับความต้องการที่อยู่อาศัยที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าธุรกิจที่อยู่อาศัยเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นปี 2022 และการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 แต่ก็มีการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางในระดับสูงที่ช่วยชดเชยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับ 3-4% และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปีที่ 3+% การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ไม่ได้ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงเท่าที่ควรจะเป็นเลย

แนะนำข่าวเศษฐศาสตร์ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ยูโอบีชี้ 10 ปัจจัยหนุนอาเซียนรับมือกับความผันผวนของตลาดในปี 66

เศรษฐศาสตร์จุลภาคกับเรื่อง “หมูแพง”

ปีใหม่ที่ผ่านมา เราต่างตกใจว่า ราคาเนื้อหมูที่ปกติอยู่ราว 100 กว่าบาทต่อกิโลกรัม

ข่าวเศรษฐศาสตร์ กลับเพิ่มสูงขึ้นไปจนถึง 180 ถึง มากกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม ราคาหมูที่แพงขึ้นไม่ได้กระทบเพียงผู้บริโภคเท่านั้น แต่ส่งผลให้ร้านอาหารต่าง ๆ ไม่สามารถแบกรับต้นทุนหมูแพงจนต้องปรับราคาขึ้น เช่น ร้านหมูทอดเจ๊จง[1] ที่ปกติราคาหมูขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อก็ยากที่จะปรับเพิ่มราคา ก็จำเป็นต้องเพิ่มราคาต่อเมนูเล็กน้อยในสถานการณ์ช่วงนี้ หรือแม้แต่ร้านหมูปิ้งทั่วไป เราคงสังเกตได้ว่าเนื้อหมูแต่ละไม้บางลง และไม่มีมันติดอีกต่อไป นอกจากนี้ ข่าวที่ตามมาในสังคมออนไลน์มีประเด็นถกเถียงน่าสนใจ คือ หมูแพงไม่ต้องกลัวก็แค่หันไปบริโภคอย่างอื่นแทน? อย่างไรก็ดี ประเด็นถกเถียงดังกล่าวเกิดกระแสทั้งทางบวกและทางลบ บ้างก็ได้รับการสนับสนุน เช่น หันไปบริโภคเนื้อจระเข้ เนื้อไก่ และอาหารทะเล เป็นต้น ขณะที่เกิดกระแสทางลบในการไปบริโภคเนื้อจากพืช เนื่องจากราคาเนื้อจากพืชยังแพงกว่า แล้วจะมาทดแทนเนื้อหมูได้อย่างไง เป็นต้น

“หมูแพง”7
จากเรื่องของ “หมูแพง” จึงทำให้เกิดเป็นกระแสของคำถามมากมายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน

ข่าวเศรษฐศาสตร์ เรื่องสาเหตุของราคาหมูที่แพงขึ้น รวมไปถึงเรื่องของผลกระทบลูกโซ่ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนความกังวลของประชาชนในสภาวะที่บ้านเมืองประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ บทความนี้จะเป็นการเล่าแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคในประเด็นต่างๆ เพื่ออธิบายสถานการณ์ภาวะ “หมูแพง” พร้อมแสดงตัวอย่างประกอบข้อมูลสถิติการเกษตร โดยเริ่มต้นจากการสรุปสถานการณ์ในตลาดเนื้อสุกรและข้อสมมติฐานที่ทำให้ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นเป็นการอธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านทฤษฎีการบริโภค และสุดท้ายเป็นการอธิบายผลกระทบของ “หมูแพง” ไปสู่ตลาดสินค้าอื่น ๆ ผ่านแนวคิดของดุลยภาพทั่วไป ทำไม “หมูแพง”? ในเดือนมกราคม ปี 2565 อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีกเนื้อสุกรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (Year on year growth rate) เพิ่มสูงถึงร้อยละ 24.62 แต่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนธันวาคม ปี 2564 เพียงร้อยละ1.85 [2] เท่านั้น ในภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่าราคาหมูประเภทต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน แต่ราคาลูกหมูจะมีความผันผวนมากกว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “หมูแพง” เหมือนจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 แล้ว คำถามที่ตามมา คือ สาเหตุหมูแพงมาจากอะไรได้บ้าง

แนะนำข่าวเศรษฐศาสตร์ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย :  จีนชู ‘แนวทางใหม่’ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นด้านเศรษฐกิจและการฟื้นตัวจากโควิด-19

กระทงรังไหม 2022 วัฒนธรรม จ.ขอนแก่นเมืองแห่งไหม รณรงค์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ลอยกระทง ปีนี้ (2565) กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด19

เศรษฐศาสตร์ ทำให้การจัดกิจกรรมวันลอยกระทง ต้องงดการจัดงานมานานถึง 3 ปี สำหรับลอยกระทงปีนี้ ตรงกับวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ทุกจังหวัดเดินหน้าจัดกิจกรรมวันลอยกระทงกันอย่างคึกคัก ส่วนหนึ่งเพื่อคืนความสุขให้กับคนไทย และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่โดดเด่นของประเทศไทย และที่สำคัญชวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้กลับมาร่วมกิจกรรมลอยกระทงที่ประเทศไทยเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ลอยกระทง ปี 2565 คึกคัก ขอนแก่นจัดยิ่งใหญ่ สีฐานเฟสติวัล ในปีนี้ (2565) ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ขานรับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม ในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทงในแบบอีสาน โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และจังหวัดขอนแก่น จัดงานสีฐานเฟสติวัล “บุญสมมาบูชานาค” ประจำปี 2565 นี้ เพื่อป็นแหล่งเรียนรู้ ให้ประชาชนคนขอนแก่น และภาคอีสาน ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ เกิดแรงขับเคลื่อนในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติในอนาคต นางสาวธนียา นัยพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า งานสีฐานเฟสติวัล“บุญสมมาบูชานาค” ประจำปี 2565 Sithan KKU Festival 2022 นับเป็นงานลอยกระทงที่สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัด เป็นงานใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เราพยายามผลักดันให้เป็นงานระดับชาติ และระดับนานาชาติ ในอนาคต เสน่ห์ คือ ศิลปวัฒนธรรมอีสานที่มีความสนุกสนาน โดดเด่น สวยงาม โดยมีชาวขอนแก่นเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ต้อนรับผู้มาเยือนในเทศกาลนี้อย่างดียิ่ง ให้สมกับเป็น“ขอนแก่นเมืองน่าอยู่ มุ่งสู่มหานครแห่งอาเซียน” และเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้งจ. ขอนแก่นเมืองแห่งไหม ทำกระทงรังไหม ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อม

สำหรับไฮไลท์ของงานนี้ นอกจากกิจกรรมต่างๆ ภายในงานจัดอย่างยิ่งใหญ่แล้ว

ข่าวเศรษฐศาสตร์ สิ่งสำคัญ คือ กระทงที่นำมาใช้ลอยในวันงานลอยกระทง สีฐานเฟสติวัล ครั้งนี้ ทาง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น โดย จ.อ.นาวี แสงฤทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ทางวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ต้องการที่จะให้ประเพณีลอยกระทงในปีนี้ เล็งเห็นถึงแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงได้เชิญชวนให้ทุกคนหันมาทำกระทงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ และจังหวัดขอนแก่น เป็นเมืองแห่งไหม เกือบทุกบ้านมีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม เพื่อนำมาทอผ้าไหม และรังไหมเหลือทิ้งไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร ทางวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น เสนอให้ทุกบ้านนำรังไหมทำประดิษฐ์เป็นกระทง และนำมาลอยในวันลอยกระทง ปีนี้ โดยได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และโรงเรียนต่างๆ ช่วยกันออกแบบกระทงทำจากรังไหม และหนึ่งในนั้น เป็นผลงานของ น้องกชรมน ศิริอุเทน และ น้องอรปภา หวังหมุ่กลาง ตัวแทนยุวฑูตวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลขอนแก่น ที่สร้างสรรค์ผลงานกระทงรังไหม ออกมาได้สวยงาม เป็นแบบอย่างให้กับคนขอนแก่น และเยวชนคนรุ่นใหม่ขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงที่ปลูกม่อน เลี้ยงไหม ได้นำไอเดียดังกล่าวไปต่อยอดทำกระทงรังไหม ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำมาใช้ลอยในวันลอยกระทง

แนะนำข่าวเศรษฐศาสตร์ อ่านเพิ่มเติม คลิกเลย : “ศุภัช ศุภชลาศัย” จากนักเศรษฐศาสตร์สู่กรรมการ “กสทช.” (เสียงข้างน้อย)